<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>106022</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/06/2021 20:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/06/2021 12:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ชำนาญ&#039;อดีตปธ.แผนกคดีศาลฎีการ้องปปช.เอาผิด&#039;ก.ต.ศาลอุทธรณ์&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 มิ.ย. 64 - นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์&amp;nbsp;อดีตประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา ยื่นคำร้องถึงประธานคณะกรรมการปราบปรามการทุจริตเเห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร้องเรียนการกระทำของเจ้าพนักงานรัฐหนังสือ ลงวันที่ 9 มิ.ย. 64 ความว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อเท็จจริงคดีนี้สำนักงานศาลยุติธรรมได้ประกาศรับสมัครบุคคลเป็นกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ (ก.ต.คนนอก) ตามมาตรา 36 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 ลงวันที่ 23 ธ.ค.63 โดยกำหนดระยะเวลาการรับสมัครระหว่างวันที่ 24 ธ.ค.63 - 4 ม.ค.64 ซึ่งมีผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกและผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติจำนวน 4 คน&amp;nbsp; ได้แก่ หมายเลข 1.นายวรสิทธิ์ โรจนพานิช 2.นายบุญศักดิ์ เจียมปรีชา 3.ศ.ดร. ไผทชิต เอกจริยกรและ 4.นายจำนง เฉลิมฉัตร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งต่อมาผลการลงคะแนนปรากฏว่า หมายเลข 3 ศ.ดร.ไผทชิต เอกจริยกร และหมายเลข 4 นายจำนง เฉลิมฉัตร เป็นผู้ได้รับการเลือกในการเลือกกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒินั้น ห้ามมิให้มีการหาเสียง โดย พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2553มาตรา 17 วรรคสี่บัญญัติว่า
&amp;ldquo;ให้ถือว่าการกระทำใดๆ อันมีลักษณะเป็นการหาเสียงเพื่อให้ข้าราชการตุลาการลงคะแนนหรืองดเว้นลงคะแนนเลือกบุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นกรรมการหรืออนุกรรมการใดๆ เป็นการไม่ถือและปฏิบัติตามจริยธรรมของข้าราชการตุลาการ&amp;rdquo; อันมีผลกระทบต่อการพิจารณาโยกย้ายแต่งตั้งการเลื่อนตำแหน่งและวินัยของข้าราชการตุลาการตามมาตรา 17และมาตรา 62&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีประกาศกำหนดให้ในการดำเนินการเลือก ก.ต.นั้น สำนักงานศาลยุติธรรมเท่านั้นที่เป็นหน่วยงานกลางในการแนะนำตัวมีหน้าที่เผยแพร่ประวัติการรับราชการ ผลงานและวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการปฏิบัติงานในหน้าที่ของผู้มีสิทธิรับเลือกที่มีความประสงค์ให้เผยแพร่ข้อมูลแก่ผู้มีสิทธิอย่างเสมอภาครวดเร็วและเป็นธรรม ดังนั้นการกระทำใดๆ ของข้าราชการตุลาการอันมีลักษณะเป็นการหาเสียงตามประกาศนี้ เพื่อให้ข้าราชการตุลาการอื่นลงคะแนนหรืองดเว้นลงคะแนนเลือกบุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นกรรมการหรืออนุกรรมการใดๆ จึงเป็นการไม่ถือและปฏิบัติตามจริยธรรมของข้าราชการตุลาการและเป็นการกระทำผิดวินัยข้าราชการตุลาการตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2553 มาตรา 13 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 62 นอกจากนี้ข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกกรรมการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ พ.ศ.2561 ข้อ 29 อันเป็นหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการเลือก ก.ต. ผู้ทรงคุณวุฒิในครั้งนี้ ยังได้เน้นย้ำหลักการห้ามหาเสียงไว้อย่างชัดเจนว่า ห้ามผู้สมัครกระทำการใดๆ หรืออาศัยผู้ใดกระทำการอันมีลักษณะเป็นการหาเสียงเพื่อให้ข้าราชการตุลาการลงคะแนนหรืองดเว้นลงคะแนนเลือกกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งนี้ให้นำหลักเกณฑ์การห้ามหาเสียงเลือกกรรมการหรืออนุกรรมการใดๆ ตามมาตรา 17วรรคสี่มาใช้บังคับโดยอนุโลม หากผู้สมัครฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามวรรคหนึ่งให้ถือว่าเป็นผู้ขาดคุณสมบัติเข้ารับการรับเลือกเป็นกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งมีความหมายว่าการเลือก ก.ต. ผู้ทรงคุณวุฒิในครั้งนี้ไม่อาจมีการหาเสียงเพื่อให้ลงคะแนนหรืองดเว้นลงคะแนนใดๆ ให้แก่ผู้มีสิทธิรับเลือกได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ปรากฏว่าในการเลือก ก.ต. บุคคลภายนอกครั้งนี้ มีการกระทำฝ่าฝืนกฎหมายดังกล่าวโดยการโพสต์ข้อความลงในแอปพลิเคชันไลน์กลุ่มต่างๆ ซึ่งเข้าข่ายเป็นการกระทำใดๆ อันมีลักษณะเป็นการจูงใจให้ผู้ใดลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครรายใดรายหนึ่งและงดเว้นลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครรายใดรายหนึ่ง โดยปรากฏว่ามีแอปพลิเคชั่นไลน์หนึ่งซึ่งมีผู้พิพากษาเป็นสมาชิกมากกว่าหนึ่งพันคนชื่อ &amp;ldquo;สภาตุลาการ&amp;rdquo; มีผู้ใช้ชื่อโปรไฟล์ว่า&amp;ldquo; j29 Anuruk&amp;rdquo; อยู่ในกลุ่มไลน์ดังกล่าวด้วยและมีการกระทำในลักษณะเป็นการหาเสียงอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายและเป็นการไม่ปฏิบัติตามจริยธรรมของข้าราชการตุลาการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยผู้ใช้ไลน์ดังกล่าวเป็น ก.ต. ผู้ทรงคุณวุฒิขั้นศาลอุทธรณ์ มีหน้าที่ควบคุมดูแลและลงโทษผู้กระทำผิดข้อห้ามของกฎหมายหรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามจริยธรรมของข้าราชการตุลาการแล้วในการเลือก ก.ต.ศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดหน้าที่และอำนาจโดยตรงของตุลาการท่านนั้น ซึ่งเป็น ก.ต. ในขณะนั้นในการที่จะดูแลกระบวนการในการเลือกก.ต.คนนอก ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยบริสุทธิ์ยุติธรรมแก่ผู้สมัครทุกคนและวินิจฉัยชี้ขาดคุณสมบัติของผู้สมัคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 17 วรรคสี่ บัญญัติ ให้ถือว่าการกระทำใดๆ อันมีลักษณะเป็นการหาเสียงเพื่อให้ข้าราชการตุลาการลงคะแนนหรืองดเว้นลงคะแนนเลือกบุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นกรรมการหรืออนุกรรมการใดๆ เป็นการไม่ถือและปฏิบัติตามจริยธรรมของข้าราชการตุลาการ และข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ พ.ศ.2561ข้อ 24บัญญัติว่าห้ามผู้สมัครกระทำการใดๆ หรืออาศัยผู้ใดกระทำการอันมีลักษณะเป็นการหาเสียงเพื่อให้ข้าราชการตุลาการลงคะแนนหรืองดเว้นลงคะแนนเลือกกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิทั้งนี้ให้นำหลักเกณฑ์การห้ามหาเสียงเลือกกรรมการหรืออนุกรรมการใดๆ ตามมาตรา 17 วรรคสี่มาใช้บังคับโดยอนุโลม และวรรคสองบัญญัติว่า หากผู้สมัครฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามวรรคหนึ่งให้ถือว่าเป็นผู้ขาดคุณสมบัติเข้ารับการรับเลือกเป็นกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นการห้ามหาเสียงหรืออาศัยผู้อื่นหาเสียงย่อมอาจมีผลทำให้ผู้สมัครขาดคุณสมบัติและอาจทำให้กระบวนการในการเลือก ก.ต. ผู้ทรงคุณวุฒิในครั้งนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายได้ หากพิจารณาได้ความว่ามีการหาเสียงในการเลือกครั้งนั้นซึ่งเป็นข้อห้ามตามกฎหมาย และบุคคลที่จะต้องทำการวินิจฉัยว่ากระบวนการในการเลือก ก.ต. และคุณสมบัติของผู้ที่ได้รับเลือกขัดต่อข้อ 29 วรรคสองของข้อบังคับของประธานศาลฎีกาก็คือ ก.ต. ตามที่ พ.ร
บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม มาตรา 37วรรคสามกำหนดหน้าที่และอำนาจไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นตุลาการท่านดังกล่าวซึ่งเป็น ก.ต. ผู้ทรงคุณวุฒิชั้นศาลอุทธรณ์อยู่ในขณะนั้นย่อมมีหน้าที่และอำนาจโดยตรงที่กฎหมายกำหนดให้เป็นผู้ใช้อำนาจในการวินิจฉัยชี้ขาดคุณสมบัติและกระบวนการในการเลือกกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิในครั้งนี้ แต่กลับปรากฏว่าตุลาการท่านดังกล่าว พบเห็นว่ามีผู้โพสต์ข้อความหรือเอกสารหาเสียงเพื่อให้ลงคะแนนให้ผู้สมัครรายหนึ่งรายใดหรือโพสต์ข้อความในลักษณะที่เป็นผลเสียหายแก่ผู้สมัครรายใดในไลน์กลุ่มดังกล่าวอันเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายและจริยธรรมข้าราชการตุลาการ
นอกจากจะไม่ห้ามปรามมิให้กระทำ หรือดำเนินการทางวินัยข้าราชการตุลาการดังกล่าว ทั้งที่เป็น ก.ต.และมีอาวุโสสูงอยู่ในไลน์กลุ่ม กลับกระทำการอันมีลักษณะเป็นการหาเสียงให้แก่ผู้สมัครหมายเลข 3 เเละ4&amp;nbsp; เสียเอง หลายครั้งตามเอกสารหน้าจอไลน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การกระทำของบุคคลดังกล่าวซึ่งนอกจากจะเป็นผู้พิพากษาที่จะต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมแล้วยังเป็น ก.ต. ซึ่งเป็น &amp;ldquo;เจ้าหน้าที่ของรัฐ&amp;rdquo; และเป็น&amp;ldquo; เจ้าพนักงานของรัฐ&amp;rdquo; ตามบทนิยามมาตรา 4 แห่ง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561&amp;nbsp; การกระทำเป็นการไม่ถือและปฏิบัติตามจริยธรรมของข้าราชการตุลาการ ที่บัญญัติให้ข้าราชการตุลาการต้องยึดถือและปฏิบัติตามการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม ย่อมเป็นการกระทำความผิดวินัยประการสำคัญ&amp;nbsp;
บุคคลดังกล่าวรู้ดีว่าตนซึ่งเป็น ก.ต. มีหน้าที่และอำนาจที่จะต้องวินิจฉัยชี้ขาดคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือก ก.ต.ผู้ทรงคุณวุฒิและกระบวนการในการเลือก ก.ต. ผู้ทรงคุณวุฒิครั้งนี้ ตามพรบ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม แต่กลับปฏิบัติและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบโดยไม่ตักเตือนหรือดำเนินการทางวินัยแก่บุคคลในไลน์กลุ่มดังกล่าว และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบโดยกระทำผิดวินัยเสียเองโดยการหาเสียงให้แก่ผู้สมัครหมายเลข 3และหมายเลข 4 ซึ่งเล็งเห็นได้ว่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้สมัครรายอื่นเพราะจะเป็นการทำให้ผู้สมัครหมายเลข 1และหมายเลข 2เสียเปรียบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การกระทำดังกล่าวอาจเข้าลักษณะเป็นความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ที่บัญญัติว่า&amp;ldquo; เจ้าพนักงานของรัฐผู้ใดปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ... &amp;rdquo; กฎหมายและประกาศคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมที่ห้ามข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรมกระทำการใดอันเป็นการหาเสียงต่อข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรมอื่นนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและบริสุทธิ์โปร่งใสในการเลือกก.ต.เนื่องจากคณะก.ต.มีอำนาจในการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายและลงโทษทางวินัยของข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา 36(3 ) ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้สมัครซึ่งเป็นบุคคลภายนอกย่อมไม่มีโอกาสเข้ามาหาเสียงหรือโต้แย้งแสดงเหตุผลในกรณีที่มีการให้ข้อมูลที่เป็นผลเสียหายแก่ตนหากยอมให้ข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรมคนใดคนหนึ่งหาเสียงให้แก่ผู้มีสิทธิรับเลือกคนใดได้ย่อมเป็นการได้เปรียบเสียเปรียบแก่ผู้สมัครอื่นที่ไม่มีข้าราชการตุลาการสนับสนุน นอกจากนี้รัฐธรรมนูญมาตรา 198 บัญญัติให้ การบริหารงานบุคคลเกี่ยวกับผู้พิพากษาศาลยุติธรรมต้องมีความเป็นอิสระและดำเนินการโดยคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม&amp;rdquo; ก็เพื่อคุ้มครองหลักความเป็นอิสระของฝ่ายตุลาการ เนื่องจากอำนาจการพิจารณาพิพากษาคดีมีผลต่อสิทธิหน้าที่และเสรีภาพของบุคคลการแต่งตั้งโยกย้ายและการลงโทษทางวินัยข้าราชการตุลาการจึงต้องกระทำโดยคณะกรรมการที่มีความเป็นอิสระซึ่งนอกจากจะเป็นอิสระจากการแทรกแซงจากภายนอก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่ ก.ต. ซึ่งอยู่ในตำแหน่งกระทำผิดวินัยหาเสียงให้แก่ผู้สมัครรายใดรายหนึ่งเพื่อให้บุคคลที่ตนประสงค์จะให้เข้ามาเป็น ก.ต. นั้นได้รับเลือกเป็น ก.ต. เสียเองทั้งที่มีบทบัญญัติของกฎหมายห้ามมิให้กระทำยิ่งอาจมีปัญหาเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์. เนื่องจาก ก.ต. ต้องเป็นผู้วินิจฉัยเรื่องกระบวนการในการเลือกกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิและคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกว่าเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตว่ามีบุคคลอื่นในไลน์กลุ่มอื่นโพสต์ข้อความในลักษณะเดียวกันอันเข้าลักษณะเป็นการหาเสียงเพื่อให้ข้าราชการตุลาการลงคะแนนให้ผู้สมัครหมายเลข 3 เเละ 4 ให้เป็น ก.ต. บุคคลภายนอก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งหากยอมให้มีการกระทำในลักษณะหาเสียงช่วยผู้สมัคร ก.ต. บางรายในไลน์กลุ่มต่างๆ ได้ย่อมจะเป็นการส่งเสริมให้มีการสร้างเครือข่ายอิทธิพลและทำลายระบบการบริหารงานบุคคลของศาลยุติธรรมที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมายมีเจตนารมณ์ที่จะให้มีความเป็นอิสระอย่างแท้จริงด้วยเหตุสำคัญดังกล่าวจึงจำเป็นต้องป้องกันและปราบปรามมิให้มีการกระทำเช่นนี้จึงกราบเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาและดำเนินการตามกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชำนาญยังได้เเนบเอกสารหลักฐานเป็น สำเนาหนังสือสำนักงานศาลยุติธรรม พร้อมหลักเกณฑ์การห้ามหาเสียงเลือกกรรมการหรืออนุกรรมการใด ๆ , สำเนาหนังสือสำนักงานศาลยุติธรรมพร้อมสำเนาประกาศ ก.ต. เรื่องแนวทางพิจารณาเกี่ยวกับจริยธรรมในการหาเสียง,เอกสารจากหน้าจอไลน์จำนวน 69 เเผ่น , เอกสารจากหน้าจอไลน์แสดงการโพสต์ข้อความของผู้ใช้ชื่อโปรไฟล์ไลน์ว่า j29 Anuruk จำนวน 11แผ่น ,เอกสารจากหน้าจอไลน์กลุ่มต่างๆที่มีบุคคลอื่นโพสต์ข้อความอันเข้าลักษณะเป็นการหาเสียงให้แก่ผู้สมัคร ก.ต. จำนวน 19 แผ่น ประกอบคำร้องด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106022</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก.ต., ก.ต.ศาลอุทธรณ์, ชำนาญ  รวิวรรณพงษ์, ป.ป.ช., อดีตปธ.แผนกคดีศาลฎีกา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210611/image_big_60c2f813ea99e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50652</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/11/2019 16:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/11/2019 16:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ชำนาญ&#039;จ่อฟ้องกลับก.ต.หลังมีมติสอบวินัยร้ายแรง-ไม่ให้ผ่านเป็นผู้พิพากษาอาวุโส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 พ.ย.62- &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 21 พ.ย.นี้ เวลา 13.00 น. นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ อดีตประธานแผนกคดี ล้มละลายในศาลฎีกา จะเดินทางไปยัง สน.ชนะสงคราม เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) บางคน กรณีการประชุม ก.ต.ครั้งที่ 16/2562 มีการทบทวนมติการประชุม ก.ต.ครั้งที่ 9/2562&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งครั้งนั้นมีมติให้ผ่านนายชำนาญ ขึ้นเป็นผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ชำนัญพิเศษ ซึ่งในการประชุม ก.ต.ครั้งที่ 16/2562 กลับให้มีการทบทวนมติใหม่ และมีมติไม่ผ่านให้นายชำนาญเป็นผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ชำนัญพิเศษ รวมถึงเรื่องการมีมติให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง กรณีถูกกล่าวหาว่าแทรกแซงกระบวนการพิจารณาในคดีมรดกที่ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50652</URL_LINK>
                <HASHTAG>กต., ชำนาญ  รวิวรรณพงษ์, ผู้พิพากษาอาวุโส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180924/image_big_5ba8ecfe48df6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40278</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/07/2019 21:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/07/2019 21:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บิ๊กเนม! 6 ผู้พิพากษาลงสมัครชิงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ก.ค.62 - &amp;nbsp;ที่สำนักงานศาลยุติธรรม นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า ตามที่ศาลฎีกาได้เปิดรับสมัครบุคคลเพื่อเข้ารับการคัดเลือกเป็นผู้สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน 3 คน โดยผู้สมัครต้องเป็นผู้พิพากษาในศาลฎีกา ซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกามาแล้ว ไม่น้อยกว่า 3 ปี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 200 (1) โดยภายหลังปิดรับสมัครในวัน 16.30 น. ในวันนี้ มีผู้สมัครทั้งสิ้น 6 คน โดยมีรายชื่อดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. นายอุดม &amp;nbsp;สิทธิวิรัชธรรม &amp;nbsp;ประธานแผนกคดีคำสั่งคำร้องและขออนุญาตฎีกาในศาลฎีกา
2. นายทวีป &amp;nbsp;ตันสวัสดิ์ &amp;nbsp;ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
3. นายวิรุฬห์ &amp;nbsp;แสงเทียน &amp;nbsp;ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
4. นายจิรนิติ &amp;nbsp;หะวานนท์ &amp;nbsp;ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
5. นายปริญญา &amp;nbsp;ดีผดุง &amp;nbsp;ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
6. นายชำนาญ &amp;nbsp;รวิวรรณพงษ์ &amp;nbsp;ประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับขั้นตอนต่อจากนี้ไป คณะกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามจะส่งรายชื่อผู้สมัครไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการกลั่นกรองตรวจสอบคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้ามและความเหมาะสมของผู้สมัคร ภายหลังจากนั้นคณะกรรมการฯ จะส่งสำเนารายงานการตรวจสอบให้ผู้พิพากษาในศาลฎีกาที่มีอำนาจหน้าที่เข้าประชุมและลงมติในที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ก่อนวันประชุมใหญ่ศาลฎีกาอย่างน้อยหนึ่งวัน ซึ่งที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจะนัดประชุมเพื่อลงคะแนนเลือกผู้สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 1 ส.ค. 2562 โดยผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุด 3 คนแรก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และมีคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนผู้พิพากษาในศาลฎีกาที่มีอำนาจหน้าที่เข้าประชุมและลงมติ ในที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ถือเป็นผู้สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จากนั้นศาลฎีกาจะได้เสนอรายชื่อผู้สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไปยังวุฒิสภาเพื่อให้ความเห็นชอบตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 12 วรรคแปด ต่อไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรายชื่อที่น่าสนใจได้เเก่ นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ ประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา และอดีตกรรมการตุลาการ (ก.ต.) ที่เคยถูกลงคะแนนถอดถอนจากตำแหน่ง ก.ต.ชั้นศาลฎีกา ซึ่งนายชำนาญยังได้ยื่นฟ้องคดีแพ่งและอาญากับกลุ่ม ก.ต., ผู้พิพากษา และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเคยมีข้อพิพาทกรณีถูกข้อกล่าวหาแทรกแซงผู้พิพากษาศาลชั้นต้นของศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา ระหว่างสืบพยานในคดีมรดก &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ นายชำนาญยังเคยเป็นองค์คณะในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณาคดีสำคัญ เช่น อุทธรณ์คดีสลายม็อบ พธม.ปี 2551, เป็นเจ้าของสำนวนคดีนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีดีเอสไอ จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จที่ ป.ป.ช.ชี้มูลร่ำรวยผิดปกติ และยังเคยดำรงตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์ภาค 5 ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนประวัติผู้สมัครอื่น อาทิ นายทวีป ตันสวัสดิ์ เคยดำรงตำแหน่งอดีตประธานศาลอุทธรณ์ภาค 4 (อีสาน) ด้วย และยังเคยลงสมัครรับเลือกเป็น กกต.จากสายศาลเมื่อปีที่ผ่านมาด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิรุฬห์ แสงเทียน เคยดำรงตำแหน่งรองประธานศาลฎีกา, ประธานแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจในศาลฎีกา และอดีตองค์คณะที่ร่วมพิพากษาคดีโครงการจำนำข้าว-ระบายข้าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจิรนิติ หะวานนท์ เคยเป็นเลขานุการศาลฎีกา และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และนายปริญญา ดีผดุง เคยดำรงตำแหน่งประธานแผนกคดีทรัพย์สินและการค้าระหว่างประเทศ และอดีตองค์คณะเสียงข้างน้อยคดีสลายม็อบ พธม.ปี 2551 ที่เห็นแย้งว่ากระบวนการขั้นตอนสลายม็อบด้วยการยิงแก๊สน้ำตานั้นมิชอบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้สำหรับการคัดเลือกดังกล่าวนั้น ก็มีระเบียบศาลฎีกาว่าด้วยการคัดเลือกผู้สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2562 กำหนดรายละเอียดขั้นตอนไว้ในสาระสำคัญ เช่น ข้อ 9 การประชุมใหญ่ศาลฎีกาเพื่อลงคะแนนหรือผู้สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ต้องมีผู้พิพากษาเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของผู้พิพากษาในศาลฎีกาที่มีอำนาจหน้าที่เข้าประชุมและลงมติในที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา จึงถือเป็นองค์ประชุม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 10 การเลือกให้กระทำโดยเปิดเผย ด้วยการทำเครื่องหมายกากบาท (X) อย่างชัดเจน ลงหน้าชื่อ-สกุลของผู้ที่จะเลือกจำนวนไม่เกิน 3 คนหรือจำนวนเท่าที่ยังขาดอยู่ในบัตรเลือก ซึ่งบัตรจะระบุชื่อ-สกุล, ลำดับหมายเลขของผู้ลงคะแนนตามบัญชีอาวุโสในศาลฎีกา โดยให้นำบัตรเลือก ใส่ลงในหีบบัตรเลือกเพื่อนับคะแนน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 11 การลงคะแนนเลือกผู้สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้น ให้ผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุด 3 คนแรก ที่มีคะแนนเสียงเกินครึ่งหนึ่งของผู้พิพากษาในศาลฎีกาจำนวนทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ เป็นผู้สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าไม่มีบุคคลใดได้รับคะแนนเสียงตามเกณฑ์นั้น หรือมีแต่ยังไม่ครบจำนวน (3 คน) ที่จะต้องคัดเลือก ก็ให้มีการลงคะแนน อีกครั้งหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในกรณีที่การลงคะแนนครั้งหลังแล้ว ยังได้บุคคลไม่ครบตามจำนวนที่จะต้องคัดเลือกนั้น ก็ให้ดำเนินการคัดเลือกใหม่สำหรับจำนวนที่ยังขาดอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และกรณีที่มีผู้ได้รับคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งเท่ากันในลำดับใด ที่จะทำให้มีผู้ได้รับคัดเลือกเกิน 3 คนก็ให้มีการลงคะแนนใหม่อีกครั้งหนึ่งสำหรับผู้ได้รับคะแนนเท่ากัน หากส่วนนี้ลงคะแนนแล้วยังมีผู้ได้รับคะแนนเกินกึ่งหนึ่งเท่ากันอีก ก็ให้รองประธานศาลฎีกาที่มีอาวุโสสูงสุดที่อยู่ในที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา จับสลากว่าผู้ที่ได้รับคะแนนเท่ากัน ผู้ใดเป็นผู้ได้รับการคัดเลือก เพื่อให้ครบ 3 คน แต่ถ้าการลงคะแนนเลือกนี้หากไม่มีผู้ใดได้รับคะแนนเกินกึ่งหนึ่งก็ให้ดำเนินการเลือกส่วนนี้ใหม่ (กรณีต้องเลือกคนที่มีเท่ากัน)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 12 กรณีที่มีผู้สมัครไม่เกิน 3 คน (การคัดเลือกเพื่อไปเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ต้องการคนที่มีคุณสมบัติพร้อมเหมาะสม 3 คน) ไม่ให้นำวิธีการลงคะแนนเลือกตามข้อ 11 มาใช้ แต่ให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาลงคะแนนเลือกผู้สมัครทีละคน&amp;nbsp; โดยผู้ที่ได้รับคะแนนเกินครึ่งหนึ่ง ให้เป็นผู้สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าไม่มีบุคคลใดได้รับคะแนนตามเกณฑ์นี้ หรือมีแต่ยังไม่ครบจำนวนที่ต้องให้เลือก ก็ให้ดำเนินการคัดเลือกใหม่ตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 200 วรรคสอง และ พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 8 วรรคสอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;อุดม สิทธิวิรัชธรร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;จิรนิติ หะวานนท์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;วิรุฬห์ แสงเทียน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ชำนาญ ระวิวรรณพงษ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40278</URL_LINK>
                <HASHTAG>จิรนิติ  หะวานนท์, ชำนาญ  รวิวรรณพงษ์, ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ, ทวีป  ตันสวัสดิ์, ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา, ปริญญา  ดีผดุ, วิรุฬห์  แสงเทียน, อุดม  สิทธิวิรัชธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190705/image_big_5d1f5a1a8b481.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
